13 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญวัดสระเกศ ที่ต้องสักการะเมื่อมาไหว้บรมบรรพต ภูเขาทอง เมื่อมาวัดสระเกศ ควรจะไหว้ที่ไหนบ้าง รวมประวัติ ๑๓ สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศ และคติการสักการะ

13 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญวัดสระเกศ ที่ต้องสักการะเมื่อมาไหว้บรมบรรพต ภูเขาทอง เมื่อมาวัดสระเกศ ควรจะไหว้ที่ไหนบ้าง รวมประวัติ ๑๓ สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศ และคติการสักการะ

 

 
13 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญวัดสระเกศ ที่ต้องสักการะเมื่อมาไหว้บรมบรรพต ภูเขาทอง
เมื่อมาวัดสระเกศ ควรจะไหว้ที่ไหนบ้าง รวมประวัติ ๑๓ สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศ และคติการสักการะ

 

1.พระวิหาร
 สวยงามสูงเด่นเป็นสง่า  มีหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ  มีช่อฟ้า ใบระกา  หน้าบันทั้งสองด้านประดับด้วยกระจกสีวิจิตรงดงาม  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญ ๒ องค์ด้วยกัน  คือพระอัฏฐารส  และหลวงพ่อดุสิต

2.พระอุโบสถ

เป็นสถานที่ประดิษฐานพระปางสมาธิ ซึ่งเป็นพระปั้นปิดทองปางสมาธิที่ใหญ่โต  พร้อมด้วยความสมพุทธลักษณองค์หนึ่งในกรุงเทพมหานคร . ที่ฝาผนังด้านใน  ระหว่างซุ้มหน้าต่างเป็นภาพทศชาติส่วนด้านบนเป็นภาพเทวดาและท้าวจตุโลกบาล  ส่วนด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย  ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิคือ. ภาพสวรรค์  มนุษย์  และนรก

 



 
3.พระวิหารหลวงพ่อดำ
องค์นี้เป็นพระปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือปั้นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับบรมบรรพต(ภูเขาทอง) มาตั้งแต่ต้น เล่ากันว่าสร้างไว้เพื่อให้เจ้านายและพุทธบริษัททั่วไป ที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชาองค์พระบรมบรรพตได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้


 4.หอไตร
เรียกเต็มว่า “หอพระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นที่เก็บคัมภีร์พระพุทธศาสนา นับตั้งแต่พระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกา และสัททาวิเศษ ตลอดจนอุปกรณ์ ต่าง ๆ รวมเรียกว่า ”พระธรรม” เป็นหอสมุดประจำวัด ตั้งอยู่ที่คณะ ๑๐ ด้านทิศใต้ของพระบรมบรรพตภูเขาทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้สร้างขึ้น และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้ทำการบูรณะ

 

5.พระวิหารหลวงพ่อโต
พระพุทธรูปมารวิชัยองค์นี้  เป็นพระพุทธรูปหล่อปิดทองในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ ส่วนสูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่องค์หนึ่ง  ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่เชิงพระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ด้านทิศเหนือ ตามประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้มีพระราชศรัทธาให้สร้างหลวงพ่อโตไว้  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกศตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน  หลวงพ่อโตองค์นี้มีพุทธศาสนิกชนผู้เคารพนับถือเลื่อมใสมาสักการะบูชาเป็นประจำโดยเฉพาะผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงถือว่า  “เป็นหลวงพ่อที่ให้ความคุ้มครองให้ความสุขความเจริญ”

6.พระประธาน พระอุโบสถ วัดสระเกศ

ลักษณะของพระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปางสมาธิซึ่งไม่ค่อยพบมากนักใน งานช่างไทย ลักษณะโดยรวมแล้วใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา จึงแสดงให้เห็นงานที่สืบต่อมาจากสมัยก่อน ตรงตามประวัติที่กล่าว่ารัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพอกทับพระประธานองค์เดิม ลักษณะดังกล่าวเป็นงานช่างในสมัยนี้ซึ่งต่างจากงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่จะมีพระพักตร์อย่างหุ่นอันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในภายหลัง ลักษณะของพระพุทธรูปประธานมีลัพระพักตร์ค่อนข้างสี่เหลี่ยมแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา ลักษณะชายสังฆาฏิที่ซ้อนทับกันแบบเดียวกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนปลายในสมัยของ พระเจ้าปราสาททอง มีส่วนที่แตกต่างคือในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย ในขณะที่พระพุทธรูปสมัยอื่นๆ นั้นชายสังฆาฏิจะอยู่ทางเบื้องซ้าย

 

7.หลวงพ่อดำ
องค์นี้เป็นพระปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือปั้นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับบรมบรรพต(ภูเขาทอง) มาตั้งแต่ต้น เล่ากันว่าสร้างไว้เพื่อให้เจ้านายและพุทธบริษัททั่วไป ที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชาองค์พระบรมบรรพตได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้

 

 

8.พระอัฏฐารส
มีพระนามเต็มว่า พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร  เป็นพรพุทธรูปที่มีความสำคัญองค์หนึ่งในกรุงเทพมหานครเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ  ซึ่งหล่อปิดทองขนาดใหญ่มาก  สูงถึง ๕ วา ๑ ศอก ๑๐ นิ้ว (๒๑ ศอก ๑ นิ้ว) ประดิษฐานอยู่ชุกชี ในพระวิหาร ธรรมดาเมืองหลวงแต่ก่อนย่อมมีพระอัฏฐารสเป็นประจำราชธานี  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ร.๓ ) ทรงโปรดให้อัญเชิญพระอัฏฐารสมาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก มาประดิษไว้ ณ พระวิหารแห่งนี้  อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินที่วัดสระเกศแห่งนี้  ย่อมเสด็จมาทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระอัฏฐารสก่อน แล้วจึงเสด็จเข้าพระอุโบสถ

 

หลวงพ่อดุสิต
พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปศิลป์สกุลช่างรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อัญเชิญมาประดิษฐานในห้องหลังพระอัฏฐารส

 

9. “หลวงพ่อโชคดี”

มีพระนามเต็มว่า "พระพุทธมงคลสุวรรณบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร ขนาด ๓๙ นิ้ว

มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์ มีความโดดเด่น ด้วยพระเกศมีลักษณะเปลวเพลิงหล่อด้วยเงิน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีความงดงาม

ด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปองค์สุดท้ายที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นประธานเททองหล่อ และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสุวรรณบรรพต วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ด้านหลังพระประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังต้นดอกมณฑาทิพย์ ประตููมณฑาทิพย์โปรยฟ้า ประตูพฤกษาภิรมย์ และพญานาค ๔ ตระกูล


มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อโชคดี ว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา ย่อมประสบสิ่งที่ใจปรารถนาทุกประการ

10."หลวงพ่อดวงดี”

มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลบรมบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หรือปางตรัสรู้ มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์แห่งพุทธศตวรรษที่ ๒๖ มีความงดงาม โดดเด่น ด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หล่อขึ้นจากแผ่นดวงมหาโภคทรัพย์ที่บรรจุอยู่ บนยอดบรมบรรพต ภูเขาทอง ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

นอกจากนั้น ที่ศาลาหลวงพ่อหลวงดี ยังเป็นที่ประดิษฐานปฏิมากรรมและรูปหล่อ ตลอดจนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และจิตรกรรมฝาผนังไตรภูมิจักรวาล และแสนโกฏิจักรวาล อันวิจิตรงดงาม

มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อดวงดีว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา จะมีดวงชะตาที่ดี เป็นที่รักของมิตรสหาย ปลอดภัยจากอุปสรรคนานาประการ



11.หลวงพ่อโต

พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปหล่อ ปิดทองในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ สูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง พระพุทธรูปที่ใหญ่ขนดานี้ส่วนมากปั้นด้วยปูน ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” คงจะเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปใหญ่นั้น 

 

 

12.ศาลาการเปรียญ

ศาลาการเปรียญแห่งนี้  เป็นสถานที่สำคัญตามประวัติศาสตร์  มีตำนานเนื่องในพระราชพงศาวดารว่าเมื่อวันเสาร์  เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ  ปีขาล จัตวาศก  จุลศักราช ๑๑๔๔  ตรงกับ  พุทธศักราช ​ ๒๓๒๕  คราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ครั้นดำรงพระยศเป็น  สมเด็จพระเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก)  เสร็จการศึกสงครามจากเขมร  เสร็จเข้าโขลนทวาร  ประทับสรงมุรธาภิเษก  ก่อนเสร็จขึ้นครองราชย์และสถาปนา “ราชจักรีวงศ์” จากนั้นได้พระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสะแกเดิมเป็น  วัดสระเกศ  ราชวรมหาวิหาร
      ครั้นต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างศาลาการเปรียญหลังนี้ขึ้นเพื่อรักษาบ่อน้ำ  มุรธาภิเษก อันสำคัญไว้
(บูรณะเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๕๖)

 กราบสักการะ รูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)  ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช

13. ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดให้คณะสมณทูตที่พระองค์ทรงส่งไปลังกานำหน่อพระศรีมหาโพธิ์กลับมาด้วย ครั้งนั้นนำกลับมาถึงพระนครปลูกที่วัดมหาธาตุ 1 ต้น วัดสระเกศ 1 ต้น วัดสุทัศนเทพวราราม 1 ต้น  หน่อพระศรีมหาโพธิ์ 3 ต้นนี้ เป็นหน่อจากต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ นับเป็นรุ่นที่ ๓

Powered by MakeWebEasy.com