พิธีปิดโครงการพระนักเขียน ภาคเหนือ พระมหาประสิทธ์ ญาณปฺปทีโป วิจารณ์งานเขียน และให้ผู้เข้าอบรมฝึกเขียนถ่ายทอดความรู้สึก

พิธีปิดโครงการพระนักเขียน ภาคเหนือ พระมหาประสิทธ์ ญาณปฺปทีโป วิจารณ์งานเขียน และให้ผู้เข้าอบรมฝึกเขียนถ่ายทอดความรู้สึก

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
พิธีปิดโครงการพระนักเขียน ภาคเหนือ
พระมหาประสิทธ์ ญาณปฺปทีโป วิจารณ์งานเขียน และให้ผู้เข้าอบรมฝึกเขียนถ่ายทอดความรู้สึก
................
พระมหา ดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี มอบวุฒิบัตรและกล่าวปิด
๑. นักเขียนต้องสร้างประสบการณ์การเขียน มีเวทีไหนต้องเลือกจะเขียนและตอบรับคำวิจารณ์
๒. ต้องศรัทธา. อย่าศรัทธาในงานของเราว่าดีที่สุด ต้องเชื่อมั่นในวิทยากร. ต้องหาประวัติท่าน ต้องรู้ว่าท่านผ่านอะไรมา เราจะได้ภูมิใจและมั่นใจยิ่งขึ้น
๓. ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเป็นนักเขียน ต่องการเผยแผ่ธรรมะ อย่าไขว้เขวเมื่อมีอุปสรรค
๔. เวทีนักเขียนมีแต่นักอ่าน นักฟัง นักคัดลอก นักคว้า และนักคิด ถ้ายังขาดนักอะไรไปต้องฝึกให้เป็น
.......................
โครงการพระนักเขียน ภาคเหนือ อบรมระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ มูลนิธีหยดธรรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
.......................
โครงการพระนักเขียน ๔ ภาคเป็นการต่อยอดจากโครงการพระนักเขียน ซึ่งเกิดขึ้นจากคำแนะนำและสนับสนุนของพระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ โดยขบวนการอบรมเป็นการฝึกหัดการเขียนด้วยใช้กิจกรรมและมีบททดสอบตลอดการอบรม มีพระวิทยากรที่เป็นนักเขียนในกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ ๑. พระมหาวีระพันธ์ ชุติปญฺโญ เจ้าของนามปากกา “ชุติปัญโญ”
๒. พระมหา ดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี เจ้าของนามปากกา “กิตติเมธี”
๓. พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป เจ้าของนามปากกา “ธรรมรตา” เป็นผู้รับผิดชอบโครงการพระนักเขียนในครั้งนี้
.......................
จากการอบรมที่ผ่านมาทำให้พบคำถามของผู้เริ่มต้นเสมอ เช่น ทำไมต้องเขียน? เป็นคำถามแรกสำหรับผู้เข้าอบรม
ถ้าเราย้อนหลังไปตั้งแต่มนุษย์เริ่มเขียนตามผนังถ้ำ ทำให้เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ว่าเป็นนักบันทึกและช่วยทำให้เรารับรู้ และตั้งแต่เรามีการบันทึกเป็นพระไตรปิฎกทำให้เราได้เรียนรู้หลักธรรมอย่างกว้างขวาง ฉะนั้น การเขียนคือการบันทึกประวัติศาสตร์การเรียนรู้ของมนุษย์ ถ้าไม่มีการบันทึกมนุษย์จะเรียนรู้ใหม่อยู่ตลอดและสิ่งดีงามก็จะจางหายไปในที่สุด เหมือนกับ “แสง” ไม่มีใครสามารถเห็นได้ แต่เพราะมีวัตถุตกกระทบ เราจึงเห็นว่า แสงเป็นสีนั้นสีนี้ เช่นเดียวกับความคิดของเราไม่สามารถเห็นได้ตราบเท่าที่เราไม่เอามาเขียนและบันทึกไว้ ไม่เช่นนั้นความคิดนั้นก็จะหายไปตลอดกาล หากคนสมัยโบราณไม่มีการเขียนอะไรไว้ตามผนังถ้ำ และไม่มีใครเขียนพระไตรปิฎไว้เราคงไม่เหลืออะไรให้ศึกษาและฝึกฝนตัวเราเองได้เลย

Powered by MakeWebEasy.com